วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

พระมหากษัตริย์ไทยกับพระไตรปิฎก

                     ได้กล่าวมาแล้วว่า  การชำระและจารึกกับการพิมพ์พระไตรปิฎกในประเทศไทย  แบ่งออกเป็น  ๔  สมัย  แต่จากการศึกษาเอกสารทางวิชาการ  มีเรื่องที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมคือ  พระมหากษัตริย์ของไทยในสมัยอดีตมีความเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกอย่างไรบ้าง  ผู้เรียบเรียงจึงขอสรุปประวัติโดยสังเขปดังนี้
                 
                ๑.  สมัยกรุงสุโขทัย
                     
                      เชื่อกันว่าพระไตรปิฎกของกรุงสุโขทัยนั้น  ครั้งแรกได้มาจากมอญสมัยทวาราวดี  แต่ในระยะเวลาห่างไกลคงจะขาดตกบกพร่อง  ไม่สมบูรณ์  ครั้นถึงสมัยลังกาวงศ์  พระไตรปิฎกคงจะสมบูรณ์  เพราะได้จากลังกามาเพิ่ม  ดังนั้น  การศึกษาของสงฆ์จึงเป็นแบบลังกา  คัมภีร์ต่าง ๆ คงจะเป็นอักษรสิงหล  และปริวรรตเป็นอักษรขอม  มีปัญหาว่า  เมื่อพ่อขุนรามคำแหงได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แล้ว  เหตุใดจึงไม่ปริวรรตออกมาเป็นอักษรไทย  คำตอบคือ  เนื่องจากคนไทยสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจากขอมไว้ทุกด้าน  อักษรขอมมีมากก็จริง  ส่วนอักษรไทยที่ประดิษฐ์ขึ้นยังเป็นของใหม่  และยังมีอักษรไม่ครบถ้วนที่จะเขียนภาษาบาลี  จึงต้องใช้อักษรขอมไปก่อน  และก็ใช้เรื่อย ๆ มาจนเกิดความเข้าใจผิดคิดไปว่า  อักษรขอมเป็นอักษรที่ใช้เขียนจารึกพระไตรปิฎก  จนกระทั่งมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้พิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทย  เพื่อลบล้างความเข้าใจผิดและอิทธิพลของขอม
                      พระพุทธศาสนาเจริญถึงขีดสุดในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท(พระยาลิไท) พระองค์
ทรงเป็นนักปราชญ์ และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ทรงศึกษาพระไตรปิฎกและภาษามคธจนแตกฉาน  ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์เรื่อง  เตภูมิกถา  หรือ  ไตรภูมิพระร่วง  นอกจากนั้นพระองค์ยังออกผนวชในขณะที่ยังครองราชย์อยู่ด้วย

                ๒.  สมัยล้านนา
                      
                       สมัยล้านนามีกษัตริย์ปกครองหลายพระองค์ แต่ที่มีบทบาทด้านพระพุทธศาสนาเด่นที่สุดคือ  พระเจ้าติโลกราช  ผู้ครองเมืองเชียงใหม่  ในช่วง  พ.ศ.  ๑๙๘๕-๒๐๒๐  ถือได้ว่าเป็น  ยุคทองของ
พระพุทธศาสนา  คือ  ได้จัดให้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรกในประเทศไทย  รายละเอียดเรื่องนี้ได้กล่าวมาแล้วเบื้องต้น  จึงไม่ขอนำมากล่าวซ้ำอีก

                ๓.  สมัยกรุงศรีอยุธยา
                      
                       ปฐมกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาคือ  สมเด็จพระรามาธิบดีที่  ๑  (พระเจ้าอู่ทอง)  ทรงจัดการบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง  แต่ยุคที่พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมาก  คือในสมัยของ  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  แม้จะไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกโดยตรง  แต่มีประเพณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนี้คือ  ประเพณีการบวชเรียน  โดยพระองค์ทรงเน้นให้เจ้านาย  และข้าราชการผู้ใหญ่ออกบวช  เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย

                ๔.  สมัยกรุงธนบุรี
                         
                   สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ทรงครองราชย์สมบัติอยู่เพียง  ๑๕  ปี  (พ.ศ.  ๒๓๐๑-๒๓๒๕)  เป็นระยะเวลาแห่งการกอบกู้เอกราชบ้านเมือง  ถึงกระนั้นพระองค์ก็ไม่ทรงทอดทิ้งงานด้านพระศาสนาเลย
                      เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า  เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๓๑๐  วัดและบ้านเมืองถูกเผาทำลายไปเป็นจำนวนมาก  คัมภีร์พระไตรปิฎกก็สูญหายไปด้วย  จึงทรงโปรดให้รวบรวมพระไตรปิฎกฉบับหลวงขึ้น  ในคราวที่เสด็จไปปราบเจ้านครศรีธรรมราชและเจ้าพระฝางที่อุตรดิตถ์  พระองค์ก็ทรงโปรดให้นำพระไตรปิฎกในเมืองนั้นมาสมทบเพื่อสอบทานต้นฉบับด้วย  แต่การสร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวงยังมิทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน

                ๕.  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
                      
                       พระพุทธศาสนาในสมัยนี้  เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ยุคใดที่แล้วมา  ทั้งนี้  เพราะมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก  ส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในทุก ๆ ด้าน  ซึ่งจะขอกล่าวเฉพาะบางรัชกาลที่เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกเท่านั้น  ดังนี้
                      รัชกาลที่  ๑  :  สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
                       เนื้อหาเรื่องนี้ได้กล่าวมาบ้างแล้วในเบื้องต้น  จึงขอกล่าวเฉพาะเนื้อหาที่ไม่ซ้ำกันดังนี้
                       หลังจากการชำระพระไตรปิฎกเสร็จแล้ว ก็ทรงโปรดให้คัดจำลองสร้างเป็นฉบับหลวงขึ้น  เรียกว่า  ฉบับทองใหญ่  เพราะปิดทองทั้งหมดรวม  ๓๕๔  คัมภีร์  นำไปเก็บไว้ที่วัดพระศรีรัตน-ศาสดาราม  และยังโปรดให้สร้างอีก  ๒  ฉบับ  คือ  ฉบับรองทรง  และ  ฉบับทองชุบ
                     
                      รัชกาลที่  ๒  :  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
                      เนื่องจากพระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่  ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่  ๑  นั้น  สูญหายไปบางคัมภีร์  เพราะวัดต่าง ๆ ขอยืมไปคัดลอก  บางคัมภีร์ก็แตกชำรุด  จึงโปรดให้สร้างซ่อมจนบริบูรณ์  ทั้งยังโปรดให้สร้างฉบับใหม่ขึ้นอีก  เรียกว่า  ฉบับรดน้ำแดง  แต่การครั้งนี้มิได้มีการชุมนุมสงฆ์  เพียงแต่ซ่อมและจารฉบับใหม่เท่านั้น
                      
                      รัชกาลที่  ๓ : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
                      ในรัชกาลนี้มีการสร้างพระไตรปิฎกมากกว่าที่แล้วมา  และสร้างด้วยฝีมือประณีต  ตรวจสอบอักขระและพยัญชนะอย่างถี่ถ้วน  ซึ่งมีถึง  ๕  ฉบับ  คือ  ฉบับรดน้ำเอก  ฉบับรดน้ำโท  ฉบับทองน้อย  ฉบับชุบย่อ  และฉบับลายกำมะลอ  การทำครั้งนี้นับได้ว่าสมบูรณ์มาก  ได้อาศัยคัมภีร์จากลังกาและมอญมารวมกันตรวจสอบ
                      พระองค์ทรงเห็นว่า พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลีและเป็นอักษรขอม จึงมีพระราชประสงค์
จะให้แปลเป็นภาษาไทย  จึงโปรดให้วางฎีกาพระสงฆ์ที่จะถวายเทศน์เวรในพระบรมมหาราชวัง  ได้เลือกคัมภีร์เทศน์ตามลำดับในพระไตรปิฎก  โดยโปรดให้แต่งแปลเป็นสำนวนไทยไปเทศน์  ดังนั้น  เราจึงได้คัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทยกันมาก
                      รัชกาลที่  ๔ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
                      ทรงโปรดให้ตรวจสอบพระไตรปิฎกในหอมณเฑียรธรรม  ปรากฏว่าคัมภีร์ได้หายไปจากบัญชีหลายเล่ม  จึงโปรดให้สร้างฉบับที่ขาดหายไปให้ครบ  และโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกฉบับใหม่ขึ้นมาอีกฉบับหนึ่ง  เรียกว่า  ฉบับล่องชาด
                      รัชกาลที่  ๗ : พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
                      การพิมพ์พระไตรปิฎกในสมัยนี้  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์  ทรงเป็นประธาน  และพระมหาเถระผู้ชำนาญบาลีช่วยในการชำระตรวจทานตามความถนัด  เป็นฉบับแรกที่ได้จัดพิมพ์เป็นอักษรไทยครบบริบูรณ์  ชุดละ  ๔๕  เล่ม  และได้ขนานนามว่า  พระไตรปิฎกสยามรัฐ  มีตราช้างเป็นเครื่องหมาย  แสดงว่าเป็นของชาวไทยทั้งมวล  เพราะประชาชนได้ช่วยกันบริจาคทรัพย์ด้วย
                      พระไตรปิฎกฉบับนี้พิมพ์ได้เรียบร้อยมาก และพิมพ์ในเวลาที่นานาชาติกำลังต้องการ  ดังนั้น  เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วได้พระราชทานแจกจ่ายไปตามวิทยาลัย  และหอสมุดนานาชาติทั่วโลกจำนวน  ๔๕๐ จบ  นับเป็นเกียรติประวัติของประเทศสยามอย่างยิ่ง  เพราะประเทศพระพุทธศาสนาอื่น ๆ ในครั้งนั้น  ยังไม่มีประเทศใดทำได้เลย
                      รัชกาลที่  ๘ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
                      การแปลพระไตรปิฎก เมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๘๓  สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช (แพ  ติสฺสเทวมหาเถระ)  วัดสุทัศน์เทพวราราม  ทรงปรารภว่า  พระไตรปิฎกเป็นที่ประมวลคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมรัตนะ แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้อ่าน เพราะยังเป็นภาษาบาลี  จึงเห็นสมควรให้แปลเป็นภาษาไทย  รัฐบาลไทยให้ความเห็นชอบ  และยินดีถวายความอุปถัมภ์คณะสงฆ์  จึงตั้งกรรมการแปล  การแปลแบ่งออกเป็น  ๒  ประเภท  คือ
๑.  แปลโดยอรรถ  คือ  แปลเอาความเป็นภาษาไทย  เรียกว่า  พระไตรปิฎกภาษาไทย
๒. แปลเป็นสำนวนเทศนา  เพื่อจัดพิมพ์ลงในใบลาน  เป็นคัมภีร์เทศน์  เรียกว่า
พระไตรปิฎกเทศนาฉบับหลวง
      ๓.  พระไตรปิฎกภาษาไทยนั้น  แบ่งเป็นวินัย  ๑๓  เล่ม  พระสูตร  ๔๒  เล่ม 

พระอภิธรรม  ๒๕  เล่ม  รวมเป็น  ๘๐  เล่ม  เท่าพระชนมายุของพระพุทธเจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น